ทริปวันเดียวจาก บอร์โด: จุดหมายปลายทาง & ทัวร์ที่ดีที่สุด 2026
บอร์โด (Bordeaux) นครหลวงแห่งไวน์ของฝรั่งเศส ไม่ได้มีดีแค่ตัวเมืองที่งดงามและการผลิตไวน์ชั้นเลิศเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในภูมิภาคอากีแตน (Nouvelle-Aquitaine) อีกด้วย สำหรับผู้ที่เดินทางคนเดียวและกำลังมองหาเพื่อนร่วมเดินทางจาก “urlaubspartner.net” (Travel Buddy Community) การออกสำรวจนอกเมืองบอร์โดเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าจดจำ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ ชื่นชอบชายหาด หรือเป็นนักชิมไวน์ตัวยง ภูมิภาคนี้มีทุกสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของคุณ
คู่มือนี้จะพาคุณไปค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับจากบอร์โด ครอบคลุมตั้งแต่งเมืองประวัติศาสตร์ ชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ไปจนถึงไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ เราจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับวิธีการเดินทาง ระยะเวลาที่ใช้ สิ่งที่ควรทำและเห็น รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเยี่ยมชม.
การเดินทางจากบอร์โดส่วนใหญ่สามารถทำได้ง่ายโดยรถไฟ รถบัส หรือแม้แต่การเช่ารถเพื่อความยืดหยุ่นที่มากขึ้น หลายๆ แห่งยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว ทำให้การวางแผนการเดินทางของคุณเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะเลือกไปเที่ยวแบบครึ่งวันหรือเต็มวัน มั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับเสน่ห์อันหลากหลายของฝรั่งเศสตอนใต้ที่อยู่ไม่ไกลจากบอร์โด การเดินทางคนเดียวไม่จำเป็นต้องรู้สึกโดดเดี่ยว คุณสามารถค้นหาเพื่อนร่วมทริปที่เข้ากันได้เพื่อสำรวจสถานที่เหล่านี้ร่วมกันผ่าน “urlaubspartner.net” เพื่อสร้างประสบการณ์ที่พิเศษยิ่งขึ้น
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น! บอร์โดไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทาง แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสำรวจความงดงามของอากีแตน เรามาดูกันว่ามีที่ไหนบ้างที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบอร์โด.
เมืองไวน์ระดับโลก: แซงต์-เอมิลียง (Saint-Émilion)
แซงต์-เอมิลียง (Saint-Émilion) เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ดุจภาพวาด ตั้งอยู่ท่ามกลางไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เป็นเมืองที่ต้องมาเยือนอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไวน์และประวัติศาสตร์ การเดินทางไปที่นี่ใช้เวลาประมาณ 35–45 นาทีโดยรถไฟจากสถานี Bordeaux Saint-Jean ค่าตั๋วรถไฟตกอยู่ที่ประมาณ ~€10–15 ต่อเที่ยว เมื่อไปถึง คุณสามารถเดินสำรวจเมืองเก่าที่สร้างจากหินปูนได้อย่างง่ายดายด้วยเท้าของคุณเอง ไฮไลต์คือโบสถ์ใต้ดิน (Monolithic Church) ที่แกะสลักจากหินก้อนเดียว และหอระฆังที่สามารถปีนขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ 360 องศาของไร่องุ่นที่สวยงาม
อย่าพลาดโอกาสในการชิมไวน์รสเลิศที่โรงผลิตไวน์ (Château) ในบริเวณใกล้เคียง มีทัวร์ชิมไวน์ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ Châteaux ระดับกรองด์ครู (Grand Cru) ไปจนถึงไร่องุ่นเล็กๆ ที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัว แซงต์-เอมิลียงเป็นแหล่งกำเนิดของวิธีการผลิตไวน์แบบ ‘ขวัญใจ’ (Right Bank) ซึ่งเน้นองุ่น Merlot เป็นหลัก สัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบทของฝรั่งเศส และเพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นที่จับคู่กับไวน์ชั้นเลิศ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือเต็มวัน ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศจะดีเป็นพิเศษสำหรับการเดินเล่นในไร่องุ่นและชิมไวน์ สามารถเที่ยวได้โดยไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว แต่การมีรถจะช่วยให้คุณสำรวจโรงผลิตไวน์ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้มากขึ้น
เมื่อมาถึง อย่าลืมเดินเล่นไปตามถนน Rue du Tertre ที่ปูด้วยหิน ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ และแกลเลอรี่ศิลปะ นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดท้องถิ่นที่จัดขึ้นเป็นประจำเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมของชาวเมือง ทำให้การเดินทางที่แซงต์-เอมิลียงเป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตชนบทฝรั่งเศส ควบคู่ไปกับการชิมไวน์ชั้นเยี่ยมที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก.
โบสถ์ใต้ดิน (Monolithic Church)
📍 Place du Marché, Saint-Émilionโบสถ์ที่แกะสลักจากหินก้อนเดียวขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ควรจองทัวร์ล่วงหน้าเพื่อเข้าชม
หอระฆัง (Bell Tower)
📍 Place du Marché, Saint-Émilionปีนขึ้นบันได 196 ขั้นเพื่อชมวิวพาโนรามาของเมืองและไร่องุ่นโดยรอบ
Château Ausone
📍 33330 Saint-Émilionหนึ่งในสอง Château ระดับ Premier Grand Cru Classé (A) ชมสถาปัตยกรรมและชิมไวน์ชั้นเลิศ
Maison du Vin de Saint-Émilion
📍 Place des Créneaux, Saint-Émilionศูนย์ข้อมูลไวน์และร้านค้าที่รวบรวมไวน์จากผู้ผลิตหลายราย เหมาะสำหรับชิมและซื้อไวน์
ความงดงามของชายฝั่ง: อาร์คาชง (Arcachon) และ Dune du Pilat
สำหรับการหลีกหนีความวุ่นวายไปสู่ชายหาดและทะเล อาร์คาชง (Arcachon) และ เนินทรายปิลาต์ (Dune du Pilat) คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม คุณสามารถเดินทางไปยังอาร์คาชงได้โดยรถไฟจากสถานี Bordeaux Saint-Jean ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ค่าตั๋วรถไฟประมาณ ~€10–15 เนินทรายปิลาต์ ซึ่งเป็นเนินทรายที่สูงที่สุดในยุโรป ห่างจากอาร์คาชงเพียงไม่กี่กิโลเมตร สามารถเดินทางไปได้ด้วยรถบัสสาย 1 (Baïa) จากสถานีรถไฟ Arcachon ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที ค่าตั๋วรถบัสราคาประหยัด ประมาณ ~€1–2
เมื่อไปถึงอาร์คาชง คุณจะได้พบกับเมืองชายทะเลที่มีชีวิตชีวา ชายหาดกว้างใหญ่ และวิลล่าสไตล์เบลล์เอปอกที่สวยงาม (Belle Époque villas) อย่าพลาดที่จะลิ้มลองหอยนางรมสดๆ จากอ่าวอาร์คาชง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหอยนางรมที่ดีที่สุดในฝรั่งเศส คุณสามารถเช่าจักรยานปั่นไปตามทางเดินเลียบชายหาด หรือจะนั่งเรือไปสำรวจเกาะ Bird Island และ Cabanes Tchanquées (กระท่อมบนเสาสูงในทะเล) ที่เป็นสัญลักษณ์ของบริเวณนี้ก็ได้
หลังจากนั้น มุ่งหน้าสู่เนินทรายปิลาต์ เพื่อพิชิตยอดเนินทรายและชมทัศนียภาพอันน่าทึ่งของป่าสน ช่องแคบอาร์คาชง และมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและเดินเล่น ระยะเวลาที่เหมาะสมคือเต็มวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มีแดดจัด ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเหมาะที่สุดสำหรับการเยี่ยมชม สามารถเที่ยวโดยไม่ใช้รถส่วนตัวได้สะดวกมาก โดยอาศัยรถไฟและรถบัสท้องถิ่น หากคุณมีเวลาและต้องการมุมมองที่แตกต่าง ลองเดินป่าในป่าสนที่ล้อมรอบเนินทราย หรือจะลองเล่นกิจกรรมทางน้ำอย่างพายเรือคายัคในอ่าวอาร์คาชงก็ได้เช่นกัน.
Dune du Pilat
📍 Route de Biscarrosse, La Teste-de-Buchเนินทรายที่สูงที่สุดในยุโรป ขึ้นไปชมวิวทะเลและป่าสนที่สวยงามตระการตา
ตลาด Arcachon
📍 Place des Marquises, Arcachon· €€ตลาดสดที่มีชีวิตชีวา ลองชิมหอยนางรมสดๆ และอาหารทะเลท้องถิ่น
Ville d'Hiver
📍 Arcachon (ย่านเมืองเก่า)ย่านที่เต็มไปด้วยวิลล่าสไตล์ Belle Époque อันหรูหรา ถ่ายรูปสวยงามมาก
Jetée Thiers
📍 Boulevard de la Plage, Arcachonท่าเรือหลักสำหรับขึ้นเรือเที่ยวอ่าวและชมวิวเมือง
เมืองศิลปะและประวัติศาสตร์: แบร์เฌอรัก (Bergerac สลับกับ Périgueux)
สำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม แบร์เฌอรัก (Bergerac) หรือ เปริเกอ (Périgueux) ในภูมิภาค Dordogne เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เมืองทั้งสองแห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของยุคกลาง และสามารถเดินทางได้โดยรถไฟจากสถานี Bordeaux Saint-Jean ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่าตั๋วรถไฟประมาณ ~€15–25 ต่อเที่ยว
ที่แบร์เฌอรัก คุณจะได้สัมผัสกับเมืองเก่าริมแม่น้ำ Dordogne ที่เต็มไปด้วยอาคารไม้ครึ่งซีกยุคโบราณ จัตุรัสที่มีชีวิตชีวา และรูปปั้นของซีราโน เดอ แบร์เฌอรัก (Cyrano de Bergerac) ตัวละครจากบทละครชื่อดัง เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตไวน์ Bergerac และ foie gras อีกด้วย คุณสามารถเดินเล่นสบายๆ ในเมืองเก่า เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ยาสูบ (Musée du Tabac) หรือล่องเรือในแม่น้ำ Dordogne ด้วยเรือแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘แกบาร์’ (Gabarre)
ในขณะที่เปริเกอ มีมหาวิหาร Saint-Front ที่น่าประทับใจ ซึ่งเป็นมรดกโลกของ UNESCO ที่มีโดมสไตล์ไบแซนไทน์ชวนให้นึกถึงโบสถ์เซนต์มาร์กในเวนิส สำรวจเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซอกซอยแคบๆ และอาคารยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ตลาดนัดในวันพุธและวันเสาร์เป็นจุดที่คุณไม่ควรพลาดสำหรับลิ้มลองผลิตผลท้องถิ่น ทั้งสองเมืองเหมาะสำหรับการเดินทางแบบเต็มวัน เพื่อให้คุณมีเวลาสำรวจได้อย่างเต็มที่ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุด เดินทางได้สะดวกโดยไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากสถานีรถไฟตั้งอยู่ในบริเวณที่เดินถึงแหล่งท่องเที่ยวหลักได้ไม่ยาก
เมืองเก่า Bergerac
📍 Bergeracย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ Dordogne เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่และร้านค้าเล็กๆ
มหาวิหาร Saint-Front
📍 Périgueuxมหาวิหารสไตล์ไบแซนไทน์ที่งดงาม เป็นมรดกโลกของ UNESCO
Musée du Tabac
📍 10 Rue de l'Ancien Pont, Bergeracพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติและวัฒนธรรมของการบริโภคยาสูบ
ตลาด Périgueux
📍 Place du Coderc, Périgueuxตลาดนัดชื่อดังในวันพุธและเสาร์ มีสินค้าท้องถิ่นและอาหารมากมาย
หลีกหนีสู่ธรรมชาติ: สวนพฤกษศาสตร์มารเคสซัค (Marqueyssac Gardens)
สำหรับคนรักธรรมชาติและสุนทรียภาพ สวนพฤกษศาสตร์มารเคสซัค (Marqueyssac Gardens) เป็นอัญมณีซ่อนเร้นที่อยู่ในระยะเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาทีถึง 2 ชั่วโมงโดยรถยนต์จากบอร์โด แม้ว่าจะขับรถจะสะดวกที่สุด แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงได้โดยรถไฟไปยังสถานี Sarlat แล้วต่อรถแท็กซี่หรือรถบัสท้องถิ่น (ซึ่งอาจมีรอบน้อย) การเดินทางโดยรถไฟไป Sarlat ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที ค่าตั๋วประมาณ ~€20–30
สวนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงพุ่มไม้ Buxus ที่งดงามและประติมากรรมพืชที่ตัดแต่งอย่างประณีตกว่า 150,000 ต้น ซึ่งมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเขาวงกตสีเขียวขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปตามหน้าผา ให้ทัศนียภาพอันงดงามของลุ่มแม่น้ำ Dordogne และปราสาทน้อยใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่ง หนึ่งในกิจกรรมที่ห้ามพลาดคือการเดินเล่นไปตามเส้นทางเดินที่คดเคี้ยว ชมน้ำตกจำลอง ถ้ำ และระเบียงจุดชมวิวที่งดงาม
เหมาะสำหรับการเดินทางแบบเต็มวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่พืชพรรณเขียวชอุ่มและสภาพอากาศอบอุ่น มีกิจกรรมให้เด็กๆ และผู้ใหญ่ได้เพลิดเพลิน เช่น การปีนหน้าผาสำหรับเด็ก (via ferrata) หรือการเดินบนทางลาดที่ปลอดภัย สวนมารเคสซัคยังจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น การเดินเล่นด้วยแสงเทียนในบางค่ำคืนช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง หากคุณกำลังมองหาสถานที่ที่เงียบสงบและสวยงามอย่างแท้จริงเพื่อพักผ่อนและชื่นชมความงามตามธรรมชาติ นี่คือจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบที่สามารถไปกับเพื่อนร่วมเดินทางจาก urlaubspartner.net เพื่อแบ่งปันความประทับใจได้.
สวนพฤกษศาสตร์ Marqueyssac
📍 Les Jardins de Marqueyssac, Vézacสวนพุ่มไม้ Buxus ตัดแต่งอย่างสวยงามบนหน้าผา ชมวิวแม่น้ำ Dordogne สุดลูกหูลูกตา
Café de la Falaise
📍 ภายใน Marqueyssac Gardens· €€คาเฟ่ที่มีระเบียงชมวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับจิบกาแฟหรือทานอาหารกลางวันเบาๆ
การเดินทางที่ไม่ต้องใช้รถ: บลาเย่ (Blaye) และป้อมปราการ Vauban
สำหรับนักเดินทางที่ต้องการสำรวจมรดกโลกของ UNESCO โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขับรถ บลาเย่ (Blaye) เป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยม คุณสามารถเดินทางไปยังบลาเย่ได้โดยเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือ Lamarque ซึ่งอยู่ห่างจากบอร์โดประมาณ 30 นาทีโดยรถยนต์ (แต่ก็มีบริการรถบัสจากบอร์โดไปยัง Lamarque ด้วย) หรือจะเดินทางโดยรถบัสโดยตรงจาก Bordeaux Saint-Jean ไปยัง Blaye ก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ค่าตั๋วรถบัสประมาณ ~€5–10
จุดเด่นของบลาเย่คือป้อมปราการ Citadel of Blaye ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสิ่งก่อสร้างป้องกันของ Vauban ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ป้อมปราการถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เพื่อป้องกันเมืองบอร์โดจากการโจมตีทางทะเล ภายในป้อมปราการมีถนนและอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี รวมถึงห้องใต้ดินที่ใช้เก็บไวน์ คุณสามารถเดินสำรวจกำแพงเมือง และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันกว้างไกลของปากน้ำ Gironde
การสำรวจบลาเย่เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครึ่งวันหรือเต็มวัน ขึ้นอยู่กับความสนใจของคุณ ที่นี่มีร้านค้าและร้านอาหารเล็กๆ ให้คุณได้นั่งพักผ่อนและลิ้มลองอาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ และไวน์จาก Blaye Côtes de Bordeaux ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่และเดินสำรวจในอากาศที่ดี คุณสามารถเที่ยวบลาเย่ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว การเดินทางด้วยรถบัสหรือเรือเฟอร์รี่จะเพิ่มประสบการณ์การผจญภัยที่แตกต่างไปจากการเดินทางด้วยรถไฟ และมอบโอกาสในการชมวิวปากน้ำ Gironde ที่สวยงาม.
ป้อมปราการ Citadel of Blaye
📍 Blayeป้อมปราการยุคศตวรรษที่ 17 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ชมวิวปากน้ำ Gironde
Maison du Vin de Blaye
📍 La Citadelle, Blayeศูนย์ข้อมูลไวน์และร้านค้าสำหรับชิมและซื้อไวน์ Blaye Côtes de Bordeaux
หมู่บ้านยุคกลางและปราสาท: กาดิยัก (Cadillac) และปราสาท Ducal
กาดิยัก (Cadillac) เป็นหมู่บ้านยุคกลางที่มีกำแพงล้อมรอบ (bastide) ที่น่ารัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Garonne ห่างจากบอร์โดไปทางใต้ประมาณ 40 นาทีโดยรถยนต์ หรือประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีโดยรถบัส (สาย 501 หรือ 502) จากสถานี Bordeaux Saint-Jean ค่าตั๋วรถบัสประมาณ ~€2–5 เมืองนี้เป็นที่รู้จักจากการเป็นต้นกำเนิดของชื่อรถยนต์ Cadillac และเป็นที่ตั้งของปราสาท Ducal ที่น่าประทับใจ
ปราสาท Ducal of Cadillac สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เป็นหนึ่งในปราสาทที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของดยุกแห่ง Épernon และต่อมาถูกใช้เป็นเรือนจำสำหรับผู้หญิงที่เดินทางมาถึงจากอาณานิคม คุณสามารถเดินชมห้องต่างๆ ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม รวมถึงสวนสาธารณะโดยรอบ
หลังจากเยี่ยมชมปราสาทแล้ว ให้เดินเล่นสำรวจหมู่บ้านกาดิยัก ที่มีตลาดนัดท้องถิ่น (เช้าวันเสาร์) และร้านค้าเล็กๆ มากมาย กาดิยักยังเป็นแหล่งผลิตไวน์หวาน Cadillac ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครึ่งวันถึงเต็มวัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการใช้เวลาสำรวจปราสาทและเดินเล่นในหมู่บ้านนานแค่ไหน ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุด เดินทางได้สะดวกโดยรถบัส แต่การเช่ารถจะให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นในการสำรวจไร่องุ่นและหมู่บ้านอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างริออน (Rions) หรือซอมปูยัก (Semoy).
การเดินทางมาที่กาดิยัก คุณจะได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ และความงามอันเงียบสงบของชนบทฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับทริปเช้าไป-เย็นกลับจากบอร์โด.
ปราสาท Ducal of Cadillac
📍 Place de la Libération, Cadillac-sur-Garonneปราสาทเก่าแก่ที่สวยงาม เคยเป็นเรือนจำสำหรับผู้หญิง ชมประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ตลาด Cadillac
📍 Place de la République, Cadillac-sur-Garonneตลาดนัดท้องถิ่นทุกเช้าวันเสาร์ มีสินค้าสดใหม่จากเกษตรกรในท้องถิ่น
แหล่งรวมโบราณวัตถุและชีส: ลา รีโอล (La Réole) และ ซองต์-ฟร็องแต็ง (Saint-Front-de-Pradoux)
สำหรับนักเดินทางที่มองหาสถานที่ที่แปลกใหม่และไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ลา รีโอล (La Réole) เป็นเมืองประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่มีเสน่ห์ริมฝั่งแม่น้ำ Garonne อยู่ห่างจากบอร์โดประมาณ 50 นาทีโดยรถไฟจากสถานี Bordeaux Saint-Jean ค่าตั๋วประมาณ ~€10–15 เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 8 และเป็นที่ตั้งของโบราณสถานหลายแห่ง รวมถึงศาลาว่าการ (Hôtel de Ville) ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส
เดินสำรวจตรอกซอกซอยแคบๆ เยี่ยมชม Monastère des Bénédictins de La Réole และสะพานหินเก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ Garonne สัมผัสวิถีชีวิตชนบทฝรั่งเศสที่แท้จริง อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจคือ ซองต์-ฟร็องแต็ง (Saint-Front-de-Pradoux) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่โดดเด่นด้วยตลาดท้องถิ่นที่ใหญ่และมีคุณภาพ โดยเฉพาะชีสและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรโดยตรง การเดินทางไปที่นี่อาจต้องขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หรือนั่งรถไฟไป Libourne แล้วต่อรถบัสท้องถิ่น หากคุณเดินทางกับเพื่อนจาก urlaubspartner.net การเช่ารถอาจเป็นไอเดียที่ดีเพื่อความสะดวกในการสำรวจสถานที่เหล่านี้
เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครึ่งวันหรือเต็มวันเพื่อสำรวจวัฒนธรรมและลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่อากาศกำลังสบาย ทำให้การเดินสำรวจเมืองเป็นไปอย่างเพลิดเพลิน แม้ว่าลา รีโอลจะเดินทางโดยรถไฟได้สะดวก แต่การมีรถยนต์ส่วนตัวจะช่วยให้คุณสามารถออกนอกเส้นทางไปสำรวจเมืองเล็กๆ ที่น่ารักอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างอิสระมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเตรียมแผนที่หรือระบบนำทางที่ดีหากคุณเลือกขับรถด้วยตนเอง.
Hôtel de Ville de La Réole
📍 Place Albert Rigoulet, La Réoleศาลาว่าการเก่าแก่ที่สวยงาม เป็นหนึ่งในศาลาว่าการที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส
Monastère des Bénédictins de La Réole
📍 Place des Carmes, La Réoleอารามเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมงดงามและประวัติศาสตร์ยาวนาน
ตลาด La Réole
📍 Place Albert Rigoulet, La Réoleตลาดท้องถิ่นเล็กๆ สำหรับ ซื้อผลผลิตสดใหม่ ชีส และขนมปัง